แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ท่านหญิงฟาติมะห์(ซ) ผู้ดำรงศักดิ์ศรีของสตรี

فاطمة بضعة منّي فمن أغضبها أغصبني
"ฟาติมะฮ์ คือ ส่วนหนึ่งของฉัน ใครที่ทำให้นางโกรธ ก็เท่ากับทำให้ฉันโกรธ"
(หนังสือ บุคอรี บาบ มุนากิบ ฟาติมะฮ์ เลขที่ 3714)
เนื่องในวันครบรอบการเสียชีวิตของท่านหญิงฟาติมะห์ (ซ) บุตรีอันเป็นที่รักยิ่งของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล) ขอแสดงความเสียใจแด่พี่น้องมุสลิมทุกท่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องผู้ร่วมสายธารแห่งอะห์ลุลบัยต์ของท่านศาสดา (ซ.ล)
แน่นอนที่สุด เรื่องราวที่ดิฉันนำมาฝากท่านผู้อ่าน ก็ต้องเป็นเรื่องราวของท่านหญิง ฟาติมะฮ์ (ซ) ซึ่งบางท่านก็คงได้ยินชื่อ นามของท่านบ้าง แต่สำหรับบางท่าน ยังไม่เคยได้ยิน หรือ ชีวิตความเป็นอยู่ของท่านเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็เป็นที่น่าสลดอย่างยิ่ง ทำไม?
ทำไม เราถึงไม่รู้จักบุตรีของท่าน เรารู้จักเพียงท่านรอซูล (ซ.ล) รู้จักบรรดาภรรยาของท่าน แต่บุตรีของท่านเราไม่รู้ถึงประวัติชีวิตของนางเลยแม้แต่น้อย เป็นไปได้อย่างไร?
สำหรับบทความในวันนี้ เรามาทำความรู้จักท่านหญิง ฟาติมะฮ์ (ซ), ท่านหญิงฟาติมะฮ์ เป็นบุตรีของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล) และท่านหญิง คอดีญะฮ์ (อ) บุตรีของคุวัยลิด นางเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลกุเรช นางเป็นหญิงคนแรกที่ยอมรับการเป็นศาสดาของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล) และนางเป็นผู้ยืนเคียงบ่าเคียงใหล่กับท่านศาสดา (ซ.ล) มาตลอดการเผยแพร่ของท่าน. ท่านหญิงคอดียะห์ นางคือ ผู้เสียสละอันยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ในหนทางของอัลลอฮ์ (ซ.บ) ทรัพย์สิน เงินทองของนางที่มีอยู่ นางได้สละให้กับท่านนบี เพื่อใช้ในหนทางการเผยแพร่ศาสนาของท่าน.
ในบันทึกของ ฮิชาม กล่าวไว้ว่า "ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล) มอบความรัก และให้เกียรติ ต่อท่านมาก ไม่ว่าจะการงานใด ท่านหญิงจะเป็นที่ปรึกษาให้กับท่านเสมอ. นางคือสตรีที่มีทรรศนะกว้าง นางเป็นผู้ศรัทธาคนแรก และในช่วงที่ท่านหญิงคอดีญะห์มีชีวิตอยู่นั้น ท่านศาสดาไม่คยมีหญิงใดเลย".
นี่เป็นเพียงการแนะนำพอสังเขปผู้เป็นมารดาของท่านหญิง ซะฮ์รอ (ซ) ซึ่งถ้าจะกล่าวถึงผู้เป็นบิดา สำหรับมุสลิมทั้งหลายเป็นที่ทราบและรู้จักกันเป็นอย่างดี. แต่ก็ยังมีส่วนน้อยที่จะรู้จักความสัมพันธ์ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล) กับบุตรีของท่าน ฟาติมะฮ์ (ซ).
ท่านหญิงฟาติมะห์ (ซ) ท่านเกิดในสมัยยุคมืดของชาวอาหรับ ที่มีแต่ความโสมมในการดำเนินชิวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มชนในยุคนั้น กับการปฏิบัติต่อสตรีและเด็กหญิง ยุคที่ไร้ซึ่งจริยธรรมในการดำเนินชีวิต และการฝังบุตรสาวของตนทั้งเป็น การบีบบังคับสตรีให้ใช้ชีวิตแต่งงาน หรือการริดรอนสิทธิของสตรี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเลือกที่จะใช้ชีวิต หรือการได้รับสิ่งที่นางสมควรจะได้ เช่น มรดกของผู้เป็นบิดา หรือสามี รายได้ที่นางได้หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของพวกนางเอง สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้น ในสมัยของอาหรับยุคมืด. การประกาศอิสลาม และการปฏิบัติของท่านศาสดาที่มีต่อบรรดาภรรยา และบุตรีของท่าน เป็นแบบอย่างที่สำคัญ และเป็นการทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมของกลุ่มชนอาหรับในยุคนั้นด้วย ดังนั้น การที่อิสลามได้ประกาศความเป็นอิสระของสตรีในการเลือก หรืออิสลามได้ให้ความเท่าเทียมความเป็นมนุษย์ระหว่างหญิงและชาย หรือแม้แต่การปฏิบัติคุณงามความดีทั้งหลาย ถือว่าสตรีนั้นมีส่วนร่วมและสามารถได้รับความเมตตาจากอัลลอฮ์(ซ.บ) เท่าเทียมกับเหล่าบรรดาบุรุษ ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล) ได้ปฏิบัติต่อบุตรีของท่านตรงข้ามกับที่ชนอาหรับยุคนั้นปฏิบัติต่อบุตรีของพวกเขา เช่น ท่านให้ความรัก ความเอ็นดู ให้เกียรติต่อบุตรสาวของท่าน ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อชนชาติอาหรับ ฉะนั้น เกียรติและศักดิ์ศรีของสตรีที่ท่านศาสดาได้นำมาประกาศต่อประชาชาตินั้น ท่านได้ปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างโดยกับท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ซ) เช่น
- สิทธิในการมีชีวิต ซึ่งเมื่อท่านทราบว่า บุตรของท่านเป็นเด็กผู้หญิง ท่านไม่ได้ฝังบุตรสาวของท่านทั้งเป็นเหมือนอย่างที่ชาวอาหรับได้กระทำ.
- การได้รับเกียรติ ในรายงานกล่าวไว้ว่า "ทุกครั้งที่ท่านหญิง ฟาติมะห์ (ซ.)เข้ามาหาท่านรอซูล (ซ.ล) ท่านจะลุกขึ้น และให้นั่งตรงที่ของท่าน"
ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า สตรีก็สมควรที่จะได้รับเกียรติเช่นกัน สตรีในยุคนั้น ถูกปฏิบัติเหมือนสาวใช้ และโดนดูถูกในความเป็นสตรีของพวกนาง
- สิทธิในการเลือก ท่านศาสดาได้มอบสิทธิในการเลือกให้กับท่านหญิงฟาติมะห์ (ซ) เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับกลุ่มชนในยุคนั้น. เมื่อมีบุคคลต่างๆ จากบรรดาผู้นำชั้นสูงมาสู่ขอท่าน ท่านศาสดาได้มอบสิทธิในการเลือกนี้ให้กับท่าน ซึ่งในยุคนั้น การแต่งงานของสตรีนั้น จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของครอบครัว หรือหญิงหม้ายครอบครัวของนางจะยกนางให้กับใครก็ได้ตามที่พวกเขาพอใจ.
- สิทธิในการศึกษา การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ในอิสลามมิได้แบ่งแยกความสำคัญดังกล่าวนี้ให้สิทธิเฉพาะบุรุษเท่านั้น อิสลามได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการศึกษากับสตรีเช่นกัน ท่านหญิงฟาติมะห์ (ซ) ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ในวิชาแขนงต่างๆ จากท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล) สามารถกล่าวได้ว่า ในยุคของท่านหญิงนั้น ท่านคือครูของบรรดาสตรีทั้งหลาย และท่านยังได้สร้างลูกศิษย์ไว้อย่างมากมาย ซึ่งเป็นสตรีทั้งสิ้น
- สิทธิการมีส่วนร่วมในสังคม ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล) ได้เปิดโอกาสให้กับเหล่าบรรดาสตรีเข้าร่วมการนมาซในมัสยิด หรือฟังการบรรยาของท่าน แต่มีเงื่อนไขว่า พวกนางต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาสนาอย่างเคร่งครัด คือ แต่งกายให้มิดชิด ตามแบบฉบับที่ศาสนาได้บัญญัติไว้ หรือการที่ท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ซ) ได้นำกลุ่มสตรีมาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในยามศึกสงคราม หรือแม้แต่การเปิดโอกาสให้กับบรรดาสตรีผู้ไม่รู้ ได้ถามปัญหาที่ตนสงสัย
มีรายงานหนึ่งจากหนังสือ บิฮารุ้ลอันวาร เล่ม 2 หน้า 3 หะดีษที่3 ได้เขียนเอาไว้ว่า "หญิงคนหนึ่งเข้ามาหาท่านหญิง เพื่อที่จะถามปัญหาข้อข้องใจที่มารดาของนางส่งให้นางมาถามท่าน และสำหรับตัวของนางเอง โดยที่ท่านได้ตอบทุกๆปัญหาที่นางถาม จนหลายคำถามมากเข้า นางรู้สึกเกรงใจ จนท่านหญิงกล่าวกับนางว่า "จงถามมาเถอะ" และท่านหญิงได้กล่าวถึงผลตอบแทนของผู้ที่ให้การศึกษาแด่ผู้อื่นต่อนาง.
ศักดิ์ศรีของสตรียังคงดำรงอยู่ต่อไป ถ้าหากได้ดำเนินชีวิตตามแบบฉบับของท่านหญิงฟาติมะห์ (ซ) เพราะท่านนั้นคือ แบบอย่างของบรรดาสตรีทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า.

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

บทบาทวีรสตรีแห่งกัรบะลา

บทบาทวีรสตรีแห่งกัรบะลา

เป็นเวลากว่า 1400 ปี ณ ผืนแผ่นดินกรัรบะลา ได้ถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตรอิสลาม. เป็นสงครามที่ทำให้เกิดความเศร้าสลด เกิดขึ้นในใจของบรรดาผู้ที่มีความรักต่อท่านนบี (ซ.ล). ณ ช่วงเวลาตรงนั้น มาถึงปัจจุบัน จะมีคำถามที่ขึ้นต้นด้วยกับคำว่า ทำไม?. ขอย้อนเวลา กลับไป ณ ท้องทุ่งกัรบะลา ณ ที่ตรงนั้น เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล) เพียง 50 ปี ในปีที่ 61 เป็นปีแห่งการสูญเสียหลานอันเป็นที่รักของท่านศาสดา (ซ.ล) และเป็นปีแห่งการกระชากหน้ากาก ของเหล่าบรรดาที่อ้างตนเองว่าเป็นผู้ที่รักในศาสดา แต่ได้กระทำการป่าเถื่อนกับบุตรหลานของท่าน.
ผู้นำทัพของเหตุการณ์แห่งกัรบะลานั้นคือ ฮุเซน อิบนิ อะลี บุตรชายของท่านอิมาม อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ และท่านหญิง ฟาฏิมะฮ์ (ซ)บุตรีของท่านศาสดา (ซ.ล) ถือได้ว่า ท่านเป็นหลานที่มีเลือดเนื้อที่ใกล้ชิดกับท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล). หลานท่านผู้นี้ เป็นผู้ที่ท่านนบีให้ความรัก และให้การดูแล อย่างใกล้ชิด ตลอดจน บรรดาศอฮาบะฮ์ และบุคคลที่รู้จักท่านได้ยินคำกล่าวจากท่าน ที่มีต่อหลานของท่านคนนี้ว่า “ฮุเซน นุม มินนี วะ อะนะ มิน ฮุเซน” ฮุเซนนั้นมาจากฉัน และฉันนั้นมาจากฮุเซน. ใครก็ตามที่ได้ยินคำกล่าวนี้ เขานั้นรู้ดีว่า ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล) นั้นมีความรัก และผูกพันธ์ ต่อหลานของท่านคนนี้อย่างไร?. แต่เป็นที่น่าฉงนใจ เป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งๆที่รู้ว่านี่คือ หลานผู้เป็นที่รักยิ่งของท่านศาสดา แล้วทำไมเหตุการณ์ ปลิดชีพ หลานของท่านจึงเกิดขึ้น?
หลังจากที่เหล่าบุรุษ เด็กหนุ่ม และเด็กทารกน้อยที่มีอายุเพียง 6 เดือน. ได้ถูกสังหารลงหมดสิ้น เหลืือก็เพียงแต่บรรดาสตรี และเด็กๆ ที่ไร้ซึ่งการปกป้อง จากผู้ที่เคยอยู่ใกล้ชิดพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น พี่ชาย สามี และลูกชายของพวกนาง ได้ถูกสังหารจนหมดสิ้น. เหตุการณ์อาชูรอนี้ ถือเป็นบทเรียนอันสมบูรณ์ ที่ถูกบันทึกไว้ให้กับคนรุ่นหลัง บทเรียนที่เหล่าบรรดาบุรุษได้ช่วยกันเขียนขึ้น เป็นบทเรียน แห่งความกล้าหาญ และการยืนหยัดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งการดำเนินชีวิตอันแท้จริงนั้น ต้องไม่อยู่ภายใต้ความไร้ซึ่งเกียรติ และศักดิ์ศรี หรือทำให้ตนเองนั้นตกต่ำ เช่นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งอาจารย์ผู้เริ่มบทเรียนนั้นคือ อิมาม ฮุเซน (อ) และผู้ช่วยของท่านคือ เหล่าบุรุษผู้กล้า ที่ช่วยให้บทเรียนอันมีค่านี้สมบูรณ์ขึ้น. และผู้ที่ทำให้บทเรียนอันล้ำค่านี้ ได้แผ่กระจายไปสู่ประชาชาติอิสลามนั้น ก็คือ เหล่าบรรดาสตรีและเด็ก ที่หลงเหลือจากเหตุการณ์ในวันนั้น. เหตุการณ์ทั้งหมดที่พวกนางได้เห็นทุกมวลภาพ ทุกคำพูดทั้งหลายที่พวกนางได้ยิน ได้รับฟัง และได้กล่าวออกไป เพื่อให้กำลังใจ ต่อเหล่าบรรดาบุรุษผู้กล้าเหล่านั้น. สิ่งที่พวกนางได้ร่วมมือกันเขียนขึ้น เป็นอีกหนึ่งบทเรียนอันล้ำค่า และยิ่งทำให้เหตุการณ์อาชูรอนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีวันสูญสลาย หรือถูกลืมเลือน ไม่ว่าจะอยู่ในสมัยใดก็ตาม. บทเรียนแห่งความอดทน บทเรียนแห่งการเสียสละ และการยืนหยัดต่อหน้าเหล่าศัตรูที่จ้องหาโอกาส ที่จะทำลายชื่อเสียงของเหล่าบรรดาบุรุษผู้กล้าเหล่านั้น. พวกนางยืนหยัดปกป้องเกียรติ และศักดิ์ศรีของผู้พลีชีพ และเป็นผู้ป่าวประกาศสาสน์แห่งกัรบะลา และอุดมการณ์ของท่านอิมาม ฮุเซน (อ) ทั้งหมดนี้ มาจากการปฏิบัติของเหล่าบรรดาสตรีแห่งกัรบะลาทั้งสิ้น. และหัวหน้าสตรีที่เป็นผู้ยืนหยัดที่มั่นคง และเป็นเสาหลักให้กับบรรดาสตรีเหล่านั้น คือ ท่านหญิง ซัยหนับ (ซ) บุตรี ของท่านอิมามอะลี (อ) และท่านหญิง ฟาฏิมะฮ์ (ซ) เป็นน้องสาวอันเป็นที่รักยิ่งของท่านอิมามฮุเซน (อ). ความอดทน และความเด็ดเดี่ยวของนางนั้น พี่ชายของนางได้ให้โอวาทไว้กับนาง ก่อนที่ท่านจะถูกสังหาร ไว้ว่า “โอ้น้องเอ๋ย หลังจากการเสียชีวิตของพี่ จงอดทน และจงอย่าปฏิบัติการใด ที่ทำให้ศัตรูนั้นดีใจ”
ทั้งหมดนี้คือ บทบาทของเหล่าบรรดาสตรี และผู้ที่ทำให้อุดมการณ์ของอิมาม ฮุเซน (อ) ได้คงอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะเกิดในยุคใดๆก็ตาม.